2026-04-23 09:11:55
Arthor : Thuwanon Singkajorn – Product Specialist Manager
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การออกแบบอาคารที่อยู่อาศัยกำลังค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คอนโดมิเนียม โรงแรม หรือโครงการ Mixed-use รุ่นใหม่ ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องทำเลหรือดีไซน์อีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกันในสิ่งที่มองไม่เห็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร” เพราะปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตไม่ได้เป็นเพียงสิ่งอำนวยความสะดวก แต่มันกลายเป็น “ปัจจัยพื้นฐาน” ของการอยู่อาศัยไปแล้ว ไม่ต่างจากน้ำ และไฟ ที่ทุกโครงการต้องเตรียมระบบเหล่านีไว้ให้ลูกบ้าน และนี่คือโจทย์ใหม่ของ Developer ในยุคนี้ “เราจะออกแบบโครงสร้างอย่างไร ให้รองรับโลกดิจิทัลในปัจจุบัน และในอีก 20–30 ปีข้างหน้า” และเมื่อเทคโนโลยี FTTH เข้ามา แนวคิดในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานภายในอาคารก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
จากเดิมที่โครงข่ายถูกออกแบบให้ “เพียงพอต่อการใช้งานในปัจจุบัน”
กำลังเปลี่ยนเป็นการออกแบบเพื่อ “รองรับการเติบโตในอนาคต”
และเพื่อจะตอบคำถามนี้ได้ชัดเจนขึ้น บทความนี้จะพาไปดูข้อมูลจากทั่วโลก ว่าเทคโนโลยี Fiber to the Home (FTTH) ไปถึงไหนแล้ว ประเทศไหนเป็นผู้นำ ประเทศไหนกำลังตามหลัง และไทยเองควรปรับตัวอย่างไร
จากรายงาน Grand View Research และ Research And Markets เมื่อปี 2025 ระบุว่า ในปัจจุบันโครงข่ายไฟเบอร์ครองสัดส่วนกว่า 71.5% ของ Fixed Broadband ทั่วโลก และสำหรับตลาด FTTH ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ $56 พันล้านเหรียญในปี 2024 คาดว่าจะเติบโตเกือบเท่าตัวไปแตะ $110 พันล้านเหรียญภายในปี 2030 ด้วยตัวเลข CAGR (อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น) ที่ 12.4%
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจาก GlobalData ระบุว่า ไทยมีโครงข่ายไฟเบอร์สูงถึง 89.2% ของตลาด Fixed Broadband ในไทยสะท้อนว่าตลาดไทยเข้าสู่ยุค Fiber อย่างเต็มตัวแล้ว และแม้ FTTH ในไทยจะยังไม่ได้ทั่วถึงมากพอ แต่ตัวเลขการเติบโต CAGR ที่ 2.6% ก็ถือว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเทรนด์โลก
แล้วใครล่ะคือผู้นำ FTTH ของโลก?
จากข้อมูล FTTH Council Europe Global Ranking 2025 (ข้อมูล ณ กันยายน 2024) ประเทศที่มีสัดส่วน FTTH Penetration (อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบ้านแบบไฟเบอร์ออฟติก) สูงสุด 5 อันดับแรกของโลก คือ

3. China (93.6%)
จีนเป็นตลาด FTTH ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีผู้ใช้ FTTH เกิน 500 ล้านครัวเรือน คิดเป็นมากกว่า 60% ของผู้ใช้ FTTH ทั้งโลก จีนใช้วิธี Top-down คือรัฐบาลกำหนดนโยบาย deploy Fiber ทั่วประเทศ Operator อย่าง China Telecom และ China Mobile ที่รัฐเป็นเจ้าของ ก็ได้ลงทุนวางระบบ FTTH ตามนโยบายด้วยต้นทุนที่ optimize
ในขณะที่ประเทศเหล่านี้เกือบ 100% ประเทศไทยมี FTTH Penetration อยู่ที่ประมาณ 33% และสหรัฐอเมริกาอยู่ที่แค่ประมาณ 30% ตัวเลขนี้สะท้อนอะไรบางอย่างที่น่าสนใจมาก ประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ได้แปลว่าจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่ “ทันสมัยที่สุด”
และคำถามคือ…
อะไรทำให้บางประเทศไปได้เร็วกว่า ในขณะที่บางประเทศกลับช้ากว่า อย่างไรก็ตาม การเข้าถึง (Penetration) ไม่ได้แปลว่า “ความเร็วของโครงข่ายจะดีเสมอไป”

Resource: Statranker.org / Top 100 Countries by Median Fixed Broadband Download Speed in 2025
จากข้อมูล Global Speed Ranking ทำให้เราเห็นว่า ไม่ใช่ทุกประเทศที่มี FTTH penetration สูง จะมีความเร็วอินเตอร์เน็ตที่สูงตามไปด้วย บางประเทศเลือก “ความครอบคลุม” บางประเทศเลือก “คุณภาพ”
ตัวอย่างเช่น จีน มี coverage ที่สูงมาก แต่ในช่วงแรกๆนั้นใช้เทคโนโลยีที่เน้นต้นทุน ด้วยการเน้นใช้ EPON ที่แม้ Speed จะต่ำ แต่ก็มีต้นทุนที่ต่ำ ทำให้สามารถ deploy ได้เร็วและครอบคลุม ในขณะที่ฝั่งยุโรปเองแม้ penetration จะไม่ได้ติด TOP 5 แต่หลายประเทศในยุโรป เช่น สเปน ฝรั่งเศส และสวีเดน มี FTTH Penetration อยู่ในระดับสูงกว่า 80–90% ขณะที่บางประเทศขนาดใหญ่ เช่น เยอรมนี หรือสหราชอาณาจักร กลับยังอยู่ในช่วงเร่งพัฒนา และมี penetration ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค แต่คุณภาพของโครงข่ายโดยรวมของยุโรปกลับอยู่ในระดับสูง โดยหลายประเทศมีความเร็วอินเทอร์เน็ตติดอันดับต้น ๆ ของโลก
ส่วนประเทศไทยของเรา ไม่น้อยหน้าใคร จากข้อมูลในปี 2025 พบว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 9 ของโลกที่ความเร็ว 273 Mbps ซึ่งถือว่าดีมากเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ สิ่งที่น่าสนใจคือ สำหรับประเทศไทย ปัญหาไม่ใช่เรื่อง Speed แต่เป็นเรื่อง Coverage ของไทยยังอยู่ที่ 33% หมายความว่า “คนที่ได้ใช้ Fiber ในไทย ได้คุณภาพระดับโลก” แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่ ยังเข้าไม่ถึง นี่คือช่องว่างที่สำคัญมากให้กับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเน็ตเวิร์คและผู้ออกแบบบ้านเราได้พัฒนากันต่อไป
ตัวเลขที่น่าประหลาดใจที่สุดในข้อมูลนี้ คือ เจ้าพ่อเทคโนโลยีอย่าง อเมริกา มีตัวเลข penetration อยู่ที่แค่ 30% เท่านั้น และความเร็วอินเตอร์เน็ตก็ไม่ได้ต่างจากไทยมากนักทั้งที่เทคโนโลยีประเทศเรากับเขานั้นต่างกันมาก อีกทั้งอเมริกาเองเป็นประเทศแรกๆที่พัฒนาและคิดค้น fiber optic มาใช้งาน โดยบริษัท Corning ผู้ผลิต core แก้วบริสุทธิ์รายใหญ่ของโลก สามารถผลิต optical fiber ได้ตั้งแต่ปี 1970 แต่กลับมีตัวเลข penetration ต่ำกว่าไทย
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
อย่างแรกคือ อเมริกา ลงทุนกับ Cable TV ไปเยอะมากตั้งแต่ยุคแรกๆ ระบบ coaxial ครอบคลุมทั่วประเทศ ให้บริการเน็ตเวิร์คได้พื้นที่ coverage มากกว่าประเทศอื่นเขาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของอินเตอร์เน็ต อีกทั้งยังมีขนาดพื้นที่มหาศาล ฝั่ง ISP จึงไม่อยากลงทุนใหม่ และระบบเก่าก็ยังคงได้กำไรดีอยู่
สาเหตุหลักจึงไม่ได้มาจากเทคโนโลยี แต่เป็น “โครงสร้างตลาด”
Broadband ในประเทศใหญ่อย่างอเมริกา ถูกครองโดยบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่แค่ 2-3 ราย คือ Comcast, Charter-Spectrum และ AT&T ซึ่งสามรายนี้ไม่ได้แข่งกันจริงครับ เขาแบ่งเขตกัน ทำให้ในแต่ละพื้นที่คนอเมริกันส่วนใหญ่มีผู้ให้บริการ broadband ให้เลือกแค่รายเดียว ไม่มีทางเลือกอื่น จะแพงแค่ไหน จะช้าแค่ไหน ก็ต้องใช้ เพราะโดนผูกขาดตลาด
อีกปัญหา คือ สหรัฐฯ ใช้ระบบ Vertically Integrated คือ ISP เป็นทั้งเจ้าของโครงข่ายและผู้ให้บริการ (คล้ายๆบางประเทศ) ไม่มี Infrastructure กลางให้ ISP หลายรายมาใช้ร่วมกัน ทำให้ ISP รายใหญ่ที่ครองตลาด ไม่มีแรงจูงใจพัฒนาและลงทุนโครงข่ายเป็น Fiber เพราะยังทำกำไรจากระบบ Cable เดิมได้ดีอยู่ ประกอบกับทั้งสามรายแบ่งเขตกันทำตลาด ไม่แข่งขันกันจริง ต่างจากเอเชียและยุโรปที่หลายประเทศใช้โมเดล Open Access โดยรัฐสร้างหรือร่วมลงทุน Infrastructure แล้วเปิดให้ ISP หลายรายมาแข่งขัน เช่น เกาหลี, สิงค์โปร์, สวีเดน, ฝรั่งเศส หรือกระทั่งเพื่อนบ้านเราอย่าง เวียดนาม ก็มี FTTH penetration สูงถึง 82%-85% ซึ่งประเทศเหล่านี้มีตัวเลข penetration ที่ดีกว่า อเมริกาทั้งสิ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกา กำลังสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นใน real estate ไทยหลายแห่ง
นี่คือ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” แบบเดียวกัน
ในอเมริกาเองเริ่มมีจุดพลิก เพราะชุมชนท้องถิ่นในอเมริกาทนไม่ไหว เขาลุกขึ้นมาสร้าง fiber route เอง เรียกว่า Municipal Broadband ปัจจุบันมีเกือบ 450 เครือข่ายท้องถิ่นทั่วอเมริกา ที่ชุมชนเป็นเจ้าของเอง ตัวอย่างที่โด่งดังคือเมือง Chattanooga รัฐ Tennessee ที่บริษัทไฟฟ้าท้องถิ่นวาง fiber ให้ความเร็วถึง 10 Gbps จนได้ชื่อว่า “Gig City”
และที่น่าสนใจคือในบางเมืองนี้สร้าง fiber infrastructure เป็นของเมือง แล้วเปิดให้ ISP หลายรายมาแข่งขันให้บริการบนโครงข่ายเดียวกันแบบ “Open Access” ลูกค้าเลือกได้เองว่าจะใช้ ISP ไหน เปรียบอินเตอร์เน็ต เหมือนถนนสาธารณะ ที่ทุกคนต้องเข้าถึงได้
แล้วสิ่งนี้เกี่ยวอะไรกับ Developer ไทย ?
เราคงยังไม่พูดถึงโครงสร้างระดับชาติ แต่หลักการ Municipal Broadband หรือ Open Access คือสร้าง Infrastructure กลาง แล้วเปิดให้หลาย ISP มาให้บริการ เป็นหลักการเดียวกันกับที่ LINK พัฒนาขึ้นมาเป็นโซลูชั่นการออกแบบระบบเครือข่ายในอาคารอย่าง FTTR-1008
ปัจจุบัน ปัญหาที่เกิดขึ้นในคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรไทยหลายแห่ง คือ ISP แต่ละรายเข้ามาลากสายขึ้นไปเอง ตู้ MDF รกไม่มีระบบ สายพันกัน ไม่ใช่มาตรฐานเดียวกัน เดินลอยเข้าบ้านลูกค้า ทำให้โครงการดูไม่เป็นระเบียบ ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกันกับที่ทำให้อเมริกา ตามหลังประเทศอื่น

Resource
• Grand View Research / Research And Markets:
Fiber to the Home Market Size, Share & Trends Analysis Report 2025-2030
• Point Topic: Global broadband subscribers
pass 1.5bn, Q4 2024
• GlobalData: Thailand fixed communication
services market to reach $2.5 billion in 2029
• FTTH Council Europe: Global Ranking 2025
(data from September 2024)
• Statranker.org: Top 100 Countries by Median
Fixed Broadband Download Speed in 2025
• Institute for Local Self-Reliance (ILSR):
Community Broadband Networks Data
• Ookla: Municipal Broadband Upload Speeds
Report, 2026