2026-03-11 09:52:43
ยุคนี้ต้อง Double Q Series วันนี้ (11 มีนาคม 2569) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้นำด้านโซลูชันระบบโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย และการจัดจำหน่ายสายสัญญาณภายใต้แบรนด์ LINK AMERICAN CABLING และ GERMAN RACK เดินหน้าส่งเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเครือข่ายความเร็วสูง จัดงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Next Tech: Fiber Optic Network Infrastructure for the Future” ถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายไฟเบอร์ออปติกที่มีประสิทธิภาพ รองรับการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต

ภายในงาน ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญ ด้านระบบโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก นายอภิชาติ พงศ์นา Technical Support & Engineering Director ร่วมบรรยาย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เชิงเทคนิค ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของ Digital Infrastructure ครอบคลุมตั้งแต่แนวโน้มเทคโนโลยีเครือข่ายความเร็วสูง การเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ไปจนถึงการออกแบบระบบที่รองรับการขยายตัวของเครือข่ายในระยะยาว (Future-Ready Infrastructure) โดยเนื้อหาถูกถ่ายทอดในรูปแบบที่เข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างการใช้งานจริง เพื่อช่วยยกระดับความรู้ของผู้ติดตั้งระบบ วิศวกรเครือข่าย ผู้ดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ และผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ


ในโอกาสนี้ ยังได้อัปเดตให้ความรู้ที่เป็นมากกว่า เชิงเทคนิคในทุกมิติของเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติก บรรยายถึง “Precision at the Core of Fiber Connectivity” ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการสัมมนา โดยการอธิบายภาพรวมของเทคโนโลยีเครือข่ายความเร็วสูงในยุคปัจจุบัน ตั้งแต่ 10G, 40G, 100G ไปจนถึง 400G ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่รองรับการเติบโตของเทคโนโลยีสำคัญ เช่น Data Center, Cloud Computing, AI และระบบสื่อสารดิจิทัลขนาดใหญ่ โดยผู้เชี่ยวชาญได้เน้นย้ำว่า การออกแบบเครือข่ายในยุคปัจจุบัน ไม่สามารถพิจารณาเฉพาะความต้องการในปัจจุบันเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึง ศักยภาพในการรองรับการขยายตัวในอนาคต ทั้งด้านความเร็ว ระยะทาง และปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ “จุดเชื่อมต่อ” (Connectivity Point) ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดเสถียรภาพของระบบไฟเบอร์ออปติก หากเลือกใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือ มีค่าการสูญเสียของสัญญาณสูง อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพของเครือข่ายลดลง เกิดปัญหาการส่งข้อมูลผิดพลาด (Bit Error) หรือ ทำให้ระบบเกิด Downtime ได้ในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังได้อธิบาย พร้อมกับเผยถึงนิยามใหม่ของโครงสร้างพื้นฐานไฟเบอร์แห่งปี 2026 ที่เป็นยุคแห่งนวัตกรรม และเป็นมากกว่า Fiber Optic คือ “Double Q Series” มาตรฐานใหม่ที่เหนือกว่า เพื่อประสิทธิภาพเครือข่ายระดับมืออาชีพ โดยไฮไลต์สำคัญของงานสัมมนา คือ การนำเสนอ นวัตกรรมสายไฟเบอร์ออปติกของ LINK รุ่น “Double Q Series” ซึ่งได้รับการออกแบบ และพัฒนาภายใต้แนวคิด “Quality Beyond Standard & Quick Installation” หรือ คุณภาพที่เหนือกว่ามาตรฐาน พร้อมการติดตั้งที่สะดวก และรวดเร็ว




สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Fiber Optic Pigtail และ Patch Cord รุ่น Double Q Series ถูกพัฒนาให้เหมาะสมกับการใช้งานใน Data Center และ Enterprise Network โดยมุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดของระบบ พร้อมมาตรฐานการผลิตที่เหนือกว่าค่ามาตรฐานอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญยังเน้นย้ำถึงหลักการเลือกใช้อุปกรณ์ไฟเบอร์ออปติกอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็น
พร้อมกับอธิบายถึงความสำคัญของค่าทางเทคนิค เช่น Insertion Loss และ Return Loss ซึ่งเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของการส่งสัญญาณแสงในระบบไฟเบอร์ออปติก โดยค่าที่เหมาะสมจะช่วยให้ระบบสามารถส่งข้อมูลได้อย่างเสถียรในระยะทางที่ยาวขึ้น และรองรับการใช้งานที่มีความเร็วสูง
และอีกหนึ่งจุดเด่นของ Double Q Series คือ การพัฒนาเทคโนโลยีสายไฟเบอร์ออปติกแบบ Low Loss ซึ่งมีค่าการสูญเสียของสัญญาณแสง (Fiber Attenuation) ต่ำกว่าค่ามาตรฐานอ้างอิงในอุตสาหกรรมโดยตามมาตรฐาน ANSI/TIA-568.3-E กำหนดค่าไว้ ดังนี้
ขณะที่เทคโนโลยี Double Q Series สามารถทำค่าประสิทธิภาพได้ดีกว่า ได้แก่
ค่าการสูญเสียที่ต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าว ไม่ได้หมายถึงเพียงตัวเลขทางเทคนิคที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังหมายถึง Margin ในการออกแบบระบบที่สูงขึ้น ซึ่งช่วยให้การวางโครงสร้างเครือข่ายสามารถรองรับระยะทางที่ยาวขึ้น และรองรับการอัปเกรดความเร็วในอนาคตได้อย่างมั่นใจ




อีกทั้ง ยังได้กล่าวถึงปัจจัยสำคัญ Long-Term Reliability เพื่อเครือข่ายที่เสถียรในระยะยาว ที่ช่วยลด Network Degradation หรือ การเสื่อมประสิทธิภาพของเครือข่ายในระยะยาว โดยเฉพาะผลกระทบจากคุณภาพของสายไฟเบอร์ออปติก และจุดเชื่อมต่อ ซึ่งหากเลือกใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบ และเพิ่มค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในอนาคต ซึ่งในทางกลับกัน การเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐานสูง เช่น Double Q Series จะช่วยให้ ระบบมี Margin สูง รองรับระยะทางได้ไกลขึ้น สามารถรองรับการ อัปเกรดความเร็วเครือข่ายในอนาคต ควบคู่ไปกับลดความผิดพลาดของข้อมูล (Bit Error) รองรับการใช้งานด้าน AI, Cloud และ Data Center และลดโอกาสเกิด Downtime และช่วยประหยัดต้นทุนในระยะยาว


โดยการจัดสัมมนาออนไลน์ครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงบทบาทที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาสินค้า ที่ไม่เพียงนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานระดับสากล แต่ยังมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ และยกระดับมาตรฐานการติดตั้งระบบเครือข่ายให้กับผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ภายใต้การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล และเครือข่ายความเร็วสูงระดับ 400G ซึ่งการเลือกใช้อุปกรณ์ไฟเบอร์ออปติกที่มีคุณภาพสูงและรองรับอนาคต จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลขององค์กร ด้วยนวัตกรรม LINK Fiber Optic Double Q Series ที่ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Quality Beyond Standard & Quick Response”
ดังนั้น LINK Fiber Optic Double Q Series จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความเสถียร และความคุ้มค่าในระยะยาว สำหรับงานติดตั้งเครือข่ายระดับมืออาชีพ เพราะในยุคที่ข้อมูล คือ หัวใจของทุกองค์กร ดังนั้น “แค่ Fiber Optic ยังไม่พอ ยุคนี้ต้อง Double Q Series เท่านั้น” จะเป็นอีกก้าวสำคัญของเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย ที่จะช่วยขับเคลื่อนระบบดิจิทัลขององค์กรให้ก้าวสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน
เตรียมพบกับงานสัมมนาเทคโนโลยีครั้งต่อไป ที่จะพาคุณเจาะลึกโครงสร้างพื้นฐานของ Data Center อย่างมืออาชีพ ขอเชิญวิศวกรระบบเครือข่าย ผู้ดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ ผู้ติดตั้งระบบ และผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมเปิดมุมมองใหม่ในงานสัมมนาออนไลน์
“Building Strong Data Centers from the Fundamentals: Cabling & Connectivity Solutions” ยกระดับ Digital Infrastructure
เพื่อการขับเคลื่อน Data Center ให้เต็มประสิทธิภาพ
ในวันพุธที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. (ออนไลน์ผ่าน : ZOOM, FACEBOOK)
แล้วมาร่วมเจาะลึกพร้อมกันตั้งแต่
ลงทะเบียนฟรี! คลิกที่นี่ หรือ สแกน QR CODE เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ และเตรียมตัวมาร่วมอัปเดตองค์ความรู้ ฟังแนวทางการพัฒนา Data Center ให้มีประสิทธิภาพ เสถียร และรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีในอนาคตอย่างมั่นคงพร้อมกัน
