ILINK โชว์ผลงานปี 63 กำไรโตแกร่ง 37% ปันผล 0.14 บ./หุ้น

    ILINK เผยผลประกอบการปี 63 ยืนยันความแข็งแกร่งด้วยรายได้ 5,200 ลบ. กำไรโต 37.76% บอร์ดอนุมัติปันผล 0.14 บาทต่อหุ้น ไม่หวั่นสถานการณ์ COVID-19 หลังควบคุมบริหารจัดการต้นทุนและนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


    นายสมบัติ  อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสายสัญญาณที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนและผู้นำเข้าและค้าส่งอุปกรณ์เครือข่ายส่งสัญญาณ เปิดเผยผลประกอบการสำหรับปี 2563 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 63) กลุ่มบริษัทอินเตอร์ลิ้งค์ฯ มีรายได้รวมจำนวน 5,200 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย 8.16% โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ที่ 269 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 37.76% โดยเป็นผลมาจากการมุ่งเน้นบริหารต้นทุนและนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ช่วยผลักดันอัตราการเติบโตของกำไรแม้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 อีกทั้งได้ดำเนินการปรับกลยุทธ์โครงสร้างของรายได้ใหม่ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ผลประกอบการ นอกจากนี้คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิประจำปี 2563 จำนวน 0.14 บาทต่อหุ้นอีกด้วย  

ภาพรวมการดำเนินธุรกิจ อัตรากำไรยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นผลมาจากการปรับยุทธศาสตร์ 5 ปีภายในองค์กร โดยมุ่งเน้นการทำกำไรของกลุ่มบริษัทฯ มากกว่าการเติบโตของรายได้ และให้ความสำคัญในการบริหารจัดการควบคุมต้นทุนในการดำเนินงาน พร้อมขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สำหรับธุรกิจจัดจำหน่าย (Distribution) มีรายได้รวมอยู่ที่ 2,030 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7.35% ทั้งนี้เกิดจากการชะลอตัวของสภาวะเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ ไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างสม่ำเสมอตามแผนที่วางไว้ จึงปรับเปลี่ยนวิธีการเข้าพบลูกค้า และปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดกิจกรรมการตลาดเป็นรูปแบบ Hybrid ผ่านระบบออนไลน์ เช่น งานสัมมนาผ่านออนไลน์ งานแสดงสินค้าผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายในการขายลดลง 10.10 % ต้นทุนจากการขายลดลง 5.48 % สะท้อนถึงการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพขึ้น สำหรับธุรกิจโทรคมนาคม (Telecom) มีรายได้จากการให้บริการเช่าวงจรโครงข่าย เพิ่มขึ้น 261.69 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 30.93% เนื่องจากบริษัทฯ เริ่มรับรู้รายได้การให้บริการโครงข่ายของโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกล (USO Phase 2) รวมถึงลูกค้ารายใหม่ที่เพิ่มขึ้นในระหว่างปี ซึ่งจะทยอยรับรู้ในปีนี้และปีถัดๆ ไป รวมถึงมาตรการควบคุมต้นทุนต่างๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น จึงทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของส่วนที่เป็นรายได้ประจำปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง

    สำหรับธุรกิจวิศวกรรม (Engineering) รายได้จากธุรกิจนี้ ลดลงเพียง 0.16% โดยโครงการหลักๆ ที่รับรู้รายได้ในปี 2563 นี้ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าไร้คนขับ (APM) ปัจจุบันรถไฟทั้ง 4 ขบวนกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบระบบการวิ่งเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสูงสุด โดยรถไฟอีก 2 ขบวนสุดท้าย จะถูกจัดส่งถึงประเทศไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 และโครงการอื่นๆ ที่รับรู้รายได้ไป เช่น โครงการก่อสร้างสายส่งเคเบิลใต้ดินที่จังหวัดเชียงใหม่ให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.), โครงการก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี สถานีไฟฟ้าปัว และสถานีไฟฟ้าทุ่งช้าง จังหวัดน่าน, โครงการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นต้น 

    ทั้งนี้สำหรับแผนธุรกิจในปี 2564 บริษัทฯ เดินหน้าปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โฟกัสในธุรกิจที่มีความสามารถในการทำกำไร และศึกษาโอกาสใหม่ๆ ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เพื่อขยายช่องทางในการสร้างรายได้ใหม่และสอดคล้องกับแผนการเติบโตตามเป้าหมายในอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน